ข้ามไปยังเนื้อหา
KoishiAI
EN
← สารบัญ

บทที่ 1 จาก 9 · AI 101 — คู่มือเริ่มต้นสำหรับคนที่จะเอา AI ไปใช้งานจริง

AI มีกี่ประเภท — แผนที่ทั้งภาพ

คำว่า AI ในบทสนทนาทั่วไปหมายถึงของสามสี่อย่างที่ต่างกันมาก บทนี้จัดวางให้เห็นว่าแต่ละคำอยู่ตรงไหน ตั้งแต่ ML จนถึง LLM VLM VLA และคำที่คนสับสนบ่อยอย่าง Dense กับ MoE

เวลาคนสองคนคุยกันเรื่อง “ใช้ AI” บ่อยครั้งทั้งคู่พูดถึงของคนละอย่าง ฝ่ายหนึ่งหมายถึงโมเดลภาษาที่ตอบแชท อีกฝ่ายหมายถึงตัวจำแนกภาพที่รันอยู่บนกล้องวงจรปิด บทนี้วางแผนที่ให้เห็นว่าคำแต่ละคำอยู่ตรงไหน เพื่อให้บทต่อ ๆ ไปพูดถึงของที่ตรงกัน

1.1 ชั้นที่ซ้อนกันอยู่

โครงสร้างของศัพท์กลุ่มนี้เป็นวงกลมซ้อนกัน วงนอกครอบวงใน

AI (ปัญญาประดิษฐ์) คือร่มใหญ่ที่สุด — ระบบใดก็ตามที่ทำงานซึ่งปกติต้องใช้ความฉลาดของมนุษย์ นับรวมระบบกฎเกณฑ์ if-else, ระบบค้นหาเส้นทาง และระบบผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งไม่ได้เรียนจากข้อมูลเลยแม้แต่นิดเดียว

ML (Machine Learning) คือการเรียนรูปแบบจากข้อมูล แทนที่จะให้คนเขียนกฎเอง — Decision Tree, Random Forest, XGBoost, SVM, Logistic Regression ยังใช้กันเยอะมาก และมักดีกว่า deep learning เมื่อข้อมูลเป็นตาราง

DL (Deep Learning) คือ ML ที่ใช้โครงข่ายประสาทหลายชั้น เรียนรู้ feature เองจากข้อมูลดิบ เหมาะกับข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง ได้แก่ ภาพ เสียง ข้อความ วิดีโอ

Foundation Model คือโมเดล DL ขนาดใหญ่ที่ฝึกบนข้อมูลมหาศาลแบบทั่วไป แล้วเอาไปปรับใช้กับงานย่อยได้หลายอย่าง LLM, VLM และเพื่อน ๆ อยู่ชั้นนี้ และนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่หมายถึงเมื่อพูดว่า “AI” ในปี 2026

ความเข้าใจผิดที่ทำให้เสียเงินบ่อยที่สุด

ไม่ใช่ทุกปัญหาต้องใช้ LLM งานทำนายตัวเลขจากข้อมูลตาราง เช่น ยอดขาย การผิดนัดชำระ หรือการหลุดของลูกค้า XGBoost มักแม่นกว่า เร็วกว่าเป็นพันเท่า อธิบายผลได้ และรันบน CPU ตัวเดียว การเอา LLM ไปทำงานที่ ML แบบเดิมทำได้ดีกว่า คือการจ่ายแพงกว่าเพื่อผลที่แย่ลง

1.2 แบ่งตามวิธีเรียนรู้

วิธีเรียนข้อมูลที่ใช้ตัวอย่างงาน
Supervisedอินพุตคู่กับคำตอบที่ถูก (มีคนติดป้าย)จำแนกอีเมลสแปม, อ่านป้ายทะเบียน, ทำนายราคา
Unsupervisedข้อมูลดิบไม่มีคำตอบจัดกลุ่มลูกค้า, ตรวจจับความผิดปกติ, ลดมิติข้อมูล
Self-supervisedข้อมูลดิบ แต่สร้างโจทย์เอง เช่น ปิดคำแล้วให้ทายวิธีที่ใช้ฝึก LLM ทุกตัว — เหตุผลที่ฝึกด้วยข้อความจากอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องติดป้าย
Reinforcementเรียนจากรางวัลและบทลงโทษ ผ่านการลองทำเกม, หุ่นยนต์, และขั้นตอน RLHF ที่ทำให้ LLM ตอบตรงใจคน

โมเดลสนทนาที่ใช้กันทุกวันนี้ผ่านทั้งสามขั้น คือ pre-training แบบ self-supervised บนข้อความจำนวนมหาศาล จากนั้น supervised fine-tuning ด้วยตัวอย่างบทสนทนาที่คนเขียน แล้วปิดท้ายด้วย RL เพื่อปรับให้ตอบแบบที่คนชอบและปฏิเสธสิ่งที่ควรปฏิเสธ

1.3 แบ่งตามสถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมยุคเก่งเรื่องยังใช้อยู่ไหมในปี 2026
CNN2012–ภาพ — จับรูปแบบเชิงพื้นที่ใช้อยู่มาก งานตรวจจับวัตถุ, OCR ชั้นต้น, งานฝังในอุปกรณ์ที่ต้องเบา
RNN / LSTM2014–ลำดับ เช่น ข้อความ เสียงเกือบถูกแทนที่ด้วย Transformer แล้ว เหลือในงานเล็กที่ต้องประหยัดมาก
Transformer2017–ลำดับยาว มองทุกตำแหน่งพร้อมกันเป็นแกนของแทบทุกอย่างในปัจจุบัน
Diffusion2020–สร้างภาพ เสียง วิดีโอ จากสัญญาณรบกวนมาตรฐานของงานสร้างภาพ
GAN2014–สร้างภาพถูก diffusion แทนที่เกือบหมด เหลือในงานเฉพาะที่ต้องเร็วมาก
GNN2018–ข้อมูลกราฟ เช่น โมเลกุล เครือข่ายสังคมใช้ในงานเฉพาะทาง เช่น ค้นยา ตรวจจับการฉ้อโกง
SSM (Mamba)2023–ลำดับยาวมาก ด้วยต้นทุนเชิงเส้นยังเป็นทางเลือกรอง มักเจอในรูปลูกผสมกับ Transformer

1.4 แบ่งตามชนิดข้อมูลที่รับและส่งออก

ตรงนี้คือส่วนที่ต้องเลือกจริงตอนออกแบบระบบ

ตัวย่อชื่อเต็มรับอะไร → ตอบอะไรใช้ทำอะไรได้
LLMLarge Language Modelข้อความ → ข้อความเขียน สรุป แปล ตอบคำถาม เขียนโค้ด จัดหมวดหมู่ สกัดข้อมูลจากข้อความ
VLMVision-Language Modelภาพ + ข้อความ → ข้อความอ่านเอกสารสแกน อธิบายภาพ ตอบคำถามจากแผนภูมิ OCR แบบเข้าใจบริบท
OmniMultimodalภาพ + เสียง + ข้อความ → ข้อความ/เสียงผู้ช่วยที่คุยด้วยเสียงและดูหน้าจอไปพร้อมกัน
VLAVision-Language-Actionภาพ + คำสั่ง → การกระทำหุ่นยนต์ แขนกล agent ที่ควบคุมหน้าจอคอมพิวเตอร์
ASR / STTSpeech Recognitionเสียง → ข้อความถอดเสียงประชุม ทำซับไตเติล พิมพ์ด้วยเสียง
TTSText-to-Speechข้อความ → เสียงพากย์เสียง ผู้ช่วยเสียง โคลนเสียง
EmbeddingText/Image Embeddingข้อความ/ภาพ → เวกเตอร์ตัวเลขค้นหาเชิงความหมาย, RAG, จัดกลุ่ม, ตรวจความคล้าย
RerankerCross-encoderคำค้น + เอกสาร → คะแนนจัดอันดับผลค้นหาใหม่ให้แม่นขึ้น มักใช้คู่กับ embedding ใน RAG
T2I / T2VText-to-Image / Videoข้อความ → ภาพ/วิดีโองานออกแบบ โฆษณา คอนเทนต์
GuardSafety Classifierข้อความ → ปลอดภัย/ไม่ปลอดภัยกรองอินพุตและเอาต์พุตก่อนถึงผู้ใช้

ระบบจริงมักใช้หลายตัวต่อกัน

ตัวอย่างระบบอ่านใบเสร็จ: VLM อ่านภาพเป็นข้อความมีโครงสร้าง จากนั้น LLM เล็ก ๆ ตรวจความสมเหตุสมผลของตัวเลข ต่อด้วย Embedding จับคู่ชื่อร้านกับฐานข้อมูลผู้ขาย แล้วปิดท้ายด้วย ML แบบเดิมทำนายหมวดค่าใช้จ่าย การแยกงานแบบนี้ถูกและแม่นกว่าการยัดทุกอย่างให้โมเดลใหญ่ตัวเดียวทำ

1.5 คำที่เจอบ่อยและมักสับสน

คำความหมาย
Denseทุกพารามิเตอร์ทำงานทุกครั้งที่ตอบ ตรงไปตรงมา แต่ยิ่งใหญ่ยิ่งช้า
MoEMixture of Experts — มีพารามิเตอร์ทั้งหมดเยอะ แต่เรียกใช้แค่บางส่วนต่อ token เช่น 30B ทั้งหมดแต่ทำงานจริง 3B ทำให้เร็วเหมือนโมเดลเล็ก แต่กิน VRAM เท่าโมเดลใหญ่ เพราะต้องโหลดทั้งหมดไว้
Reasoning modelโมเดลที่ถูกฝึกให้คิดเป็นขั้นก่อนตอบ ตอบช้ากว่าและกิน token มากกว่า แต่แม่นกว่ากับโจทย์คณิต ตรรกะ และโค้ดที่ซับซ้อน
Context windowความยาวสูงสุดที่โมเดลรับได้ในครั้งเดียว นับเป็น token ยิ่งยาวยิ่งกิน VRAM มาก
Tokenหน่วยย่อยของข้อความ ภาษาอังกฤษราว 1 token ต่อ 4 ตัวอักษร ภาษาไทยกินมากกว่ามาก เพราะ tokenizer ส่วนใหญ่ฝึกด้วยข้อความอังกฤษเป็นหลัก
Fine-tuningฝึกต่อจากโมเดลที่มีอยู่ด้วยข้อมูลของเรา เพื่อปรับสไตล์หรือความรู้เฉพาะทาง
LoRA / QLoRAวิธี fine-tune ที่แก้พารามิเตอร์เพียงส่วนน้อย ทำให้ฝึกโมเดลใหญ่ได้บนการ์ดใบเดียว
RAGให้โมเดลค้นเอกสารของเราก่อนตอบ เป็นวิธีเพิ่มความรู้เฉพาะทางที่ถูกและเร็วกว่า fine-tune ในกรณีส่วนใหญ่
Distillใช้โมเดลใหญ่สอนโมเดลเล็ก ให้ได้ความสามารถใกล้เคียงในขนาดที่รันไหว
Quantizationลดความละเอียดของตัวเลขในโมเดล เพื่อให้เล็กลงและเร็วขึ้น แลกกับคุณภาพที่ลดลงเล็กน้อย

สรุปบทนี้

คำว่า AI ครอบของหลายชั้น และการเลือกชั้นให้ตรงกับปัญหาคือการตัดสินใจที่ประหยัดเงินที่สุดตั้งแต่วันแรก ข้อมูลตารางมักจบที่ ML แบบเดิม งานข้อความจบที่ LLM งานเอกสารสแกนต้องใช้ VLM และระบบจริงมักต่อหลายตัวเข้าด้วยกันแทนที่จะพึ่งโมเดลเดียว

บทถัดไปว่าด้วยการอ่านชื่อรุ่นโมเดลให้ออก ว่าตัวเลขและ suffix ท้ายชื่อบอกอะไรบ้าง