ข้ามไปยังเนื้อหา
KoishiAI
EN
← กลับไปยังบทความทั้งหมด
healthcare insurance medical-billing ai-strategy costs

ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจาก AI: เครื่องมือเรียกเก็บเงินทำให้เพิ่มสูงขึ้น 942 ล้านดอลลาร์

เครื่องมือเรียกเก็บเงินด้วย AI ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 942 ล้านดอลลาร์ภายในสองปี พบว่าระบบเข้ารหัสอัตโนมัติทำให้ยอดเรียกร้องค่าชดเชยสูงขึ้น และก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างบริษัทประกันและโรงพยาบาล

KoishiAI · บรรณาธิการ: เกียรติดำรง ตรีครุธพันธ์ · · 34 นาทีในการอ่าน
บทความนี้ AI ร่างจากแหล่งอ้างอิง ระบบอัตโนมัติตรวจข้อเท็จจริงกับแหล่งต้นทาง และบรรณาธิการอ่านทุกบทความเพื่อดูความชัดเจน วิธีทำงาน · มาตรฐาน · แจ้งข้อผิดพลาด
Crop concentrated professional senior male physician in white robe with stethoscope standing in modern hospital hallway and reading medical case records in daylight
Photo by Gustavo Fring on Pexels

สรุปสั้น: รายงานจาก BCBSA ชี้ว่าเครื่องมือเรียกเก็บเงินด้วย AI ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 942 ล้านดอลลาร์ภายในสองปี เนื่องจากระบบเข้ารหัสอัตโนมัติทำให้ยอดเรียกร้องค่าชดเชยสูงขึ้นโดยไม่มีหลักฐานการรักษาที่สอดคล้องกัน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างโรงพยาบาลและบริษัทประกันเกี่ยวกับต้นทุนที่พุ่งสูง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • รายงานจากสมาคมบลูครอส บลูชิลด์ (BCBSA) ชี้ว่าเครื่องมือเรียกเก็บเงินด้วย AI ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 942 ล้านดอลลาร์ในช่วงสองปี
  • การวิเคราะห์ที่เผยแพร่ในเดือนกันยายน 2026 พบว่าระบบเข้ารหัสอัตโนมัติและambient scribes ช่วยระบุภาวะแทรกซ้อนที่เคยถูกมองข้าม ส่งผลให้ยอดเรียกร้องค่าชดเชยสูงขึ้น
  • สัดส่วนเคสนอนโรงพยาบาลที่จัดว่ามีความซับซ้อนทางการแพทย์เพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 40% ระหว่างต้นปี 2023 ถึงสิ้นปี 2025
  • ต้นทุนเพิ่มเติมสำหรับบริษัทบลูครอสในช่วงปี 2024-2025 อยู่ที่ประมาณ 653 ล้านดอลลาร์ จากแนวโน้มการเข้ารหัสที่ซับซ้อนขึ้นด้วย AI
  • กรณีผ่าตัดลำไส้ที่มีการใช้รหัสเรียกเก็บเงินสำหรับภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 55 ระหว่างต้นปี 2023 ถึงปลายปี 2025
  • โรงพยาบาลได้รับเงินเพิ่มเฉลี่ยเกือบ 12,000 ดอลลาร์ต่อกรณี จากการใช้แนวทางการเข้ารหัสที่เสริมด้วย AI อย่างเข้มข้น
  • ลูค ชอล์กเกอร์ รองประธานอาวุโสของ BCBSA อธิบายสถานการณ์ว่าบริษัทประกันกำลังเสียเปรียบใน ‘การนองเลือดด้านเดียว’ เนื่องจากช่องว่างระหว่างการเข้ารหัสกับรักษาจริง

ช่องว่างมูลค่าพันล้านดอลลาร์

รายงานฉบับใหม่จากสมาคมบลูครอส บลูชิลด์ (BCBSA) ชี้ให้เห็นว่า การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโรงพยาบาลเพื่อการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล ได้เพิ่มต้นทุนด้านสุขภาพประมาณ 942 ล้านดอลลาร์ ในช่วงระยะเวลาสองปี [1][2] การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่เป็นเพราะเครื่องมือ AI ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถบันทึกอาการป่วยที่เคยถูกมองข้ามในอดีต ส่งผลให้อัตราการชดเชยค่ารักษาจากบริษัทประกันภัยสูงขึ้น [3][4]

การวิเคราะห์ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกันยายน 2026 เน้นย้ำถึงแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นระหว่างผู้ให้บริการด้านสุขภาพและบริษัทประกันภัย เมื่อโรงพยาบาลนำระบบเข้ารหัสอัตโนมัติมาใช้เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทางคลินิกที่ละเอียดขึ้น บริษัทประกันภัยจึงต้องเผชิญกับการจ่ายเงินชดเชยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับกรณีที่มีลักษณะซับซ้อนทางการแพทย์ในเอกสาร แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกันในการรักษาจริงที่ได้รับ [1][4]

วิธีการที่ AI ทำให้ความซับซ้อนของการเรียกเก็บเงินเพิ่มขึ้น

ปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นคือการใช้งานผู้ช่วยบันทึกเสียงอัตโนมัติ (ambient scribes) และอัลกอริทึมการเข้ารหัสอัตโนมัติ เครื่องมือเหล่านี้จะฟังบทสนทนาระหว่างแพทย์และผู้ป่วย พร้อมสแกนเวชระเบียนเพื่อระบุภาวะแทรกซ้อนหรืออาการอื่นๆ เช่น ระดับโซเดียมต่ำ หรือโรคโลหิตจาง ซึ่งอาจถูกมองข้ามไปในการบันทึกข้อมูลด้วยมนุษย์ [3][4] โดยการแจ้งเตือนการวินิจฉัยเพิ่มเติมเหล่านี้ AI ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถยื่นคำร้องเรียกเก็บเงินด้วยรหัสชดเชยที่สูงขึ้นได้

ข้อมูลแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในจำนวนกรณีที่ถูกเรียกเก็บว่า ‘มีความซับซ้อนทางการแพทย์’ ระหว่างต้นปี 2023 และสิ้นปี 2025 สัดส่วนของเคสนอนโรงพยาบาลที่จัดอยู่ในประเภทนี้เพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 40% [4] การเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่ต้นทุนเพิ่มเติมประมาณ 653 ล้านดอลลาร์สำหรับบริษัทบลูครอส ในช่วงปี 2024 ถึง 2025 เพียงช่วงเดียว [3][5] เมื่อเทียบกับฐานข้อมูลของปี 2023 ต้นทุนรวมที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่เกือบ 1 พันดอลลาร์ในช่วงสองปี [1][2]

หมวดหมู่การเรียกเก็บเงินเฉพาะบางประเภทมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดลำไส้ การใช้รหัสเรียกเก็บเงินสำหรับภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ลำไส้อุดตันบางส่วน เพิ่มขึ้นร้อยละ 55 ระหว่างต้นปี 2023 และปลายปี 2025 [5] โดยเฉลี่ยแล้ว โรงพยาบาลได้รับเงินเพิ่มขึ้นเกือบ $12,000 ต่อกรณี เนื่องจากแนวทางการเข้ารหัสที่เสริมด้วย AI นี้ [5].

”การนองเลือดด้านเดียว”

ลูค ชอล์กเกอร์ รองประธานอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์และวิทยาศาสตร์ข้อมูลของ BCBSA อธิบายสถานการณ์ปัจจุบันว่าเป็น “การนองเลือดด้านเดียว” ซึ่งบริษัทประกันกำลังเสียเปรียบเนื่องจากช่องว่างระหว่างความซับซ้อนของการเข้ารหัสรหัสเรียกเก็บเงินกับการรักษาจริง [1][4] เขาระบุว่า แม้ AI จะสัญญาว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ในปัจจุบันถูกใช้โดยผู้ให้บริการเพื่อสร้างรายได้สูงสุดโดยไม่ปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิก [1][2].

โรงพยาบาลโต้แย้งว่าพวกเขาเพียงใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่เพื่อสะท้อนความซับซ้อนของการดูแลผู้ป่วยอย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันโต้แย้งว่าการนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้อย่างรวดเร็วเกินกว่าการพัฒนาแนวทางการป้องกันเรียกเก็บเงินที่เหมาะสม ส่งผลให้ต้นทุนของผู้ป่วยและนายจ้างพุ่งสูงขึ้น [5].

ความตึงเครียดนี้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นความขัดแย้งที่กว้างขวางยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการใช้งาน AI ในภาคสุขภาพ โรงพยาบาลกำลังชี้มือกล่าวหาบริษัทประกันว่าใช้อัลกอริทึม AI ของตนเองเพื่อปฏิเสธเคลมผู้ป่วย [5] ในขณะเดียวกัน บริษัทประกันก็โทษโรงพยาบาลที่ผลักดันต้นทุนให้สูงขึ้นผ่านแนวทางการเข้ารหัสที่รุนแรง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเครื่องมือ AI [4] เดอะนิวยอร์กไทม์ระบุว่า การใช้ AI จากทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งเหล่านี้ดูเหมือนจะเพิ่มความขัดแย้งเกี่ยวกับการรักษาและการชำระเงินให้เลวร้ายลง [1][2].

ปฏิกิริยาจากอุตสาหกรรม

ปฏิกิริยาภายในอุตสาหกรรมมีความหลากหลาย ดร. ชิว ราโอ ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ AI ชื่อ Abridge ยอมรับถึงความเป็นไปได้ของ “อนาคตแบบดิสโทเปีย” ที่ระบบอัตโนมัติต่อสู้กันเอง แต่เสนอว่าหากจัดการได้อย่างถูกต้อง AI อาจลดต้นทุนและความตึงเครียดในที่สุด [1][2] เขาย้ำถึงความจำเป็นในการจัดแนวแนวทางการเข้ารหัสรหัสให้สอดคล้องกับการให้บริการดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริง

ผู้แสดงความคิดเห็นคนอื่น ๆ ได้วิพากษ์วิจารณ์แนวโน้มนี้ว่าเป็นผลเสียที่คาดไม่ถึงจากการบูมของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขณะที่เทคโนโลยีสัญญาว่าจะช่วยทำให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็กำลังมีส่วนทำให้เกิดเบี้ยประกันและค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยที่สูงขึ้น [3][4] การวิเคราะห์ของ BCBSA ได้ตั้งคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับวิธีการที่แนวปฏิบัติด้านการบันทึกข้อมูลซึ่งขับเคลื่อนโดย AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจด้านสุขภาพ โดยไม่มีการปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิก [1][4]

ในขณะที่การถกเถียงยังคงดำเนินต่อไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างเรียกร้องให้มีความโปร่งใสและการกำกับดูแลมากขึ้นในการนำ AI มาใช้ในการจัดรหัสทางการแพทย์ (medical coding) หากไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ความเสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นของต้นทุนและแรงตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นระหว่างผู้ให้บริการและผู้ประกันตนก็ยังคงสูง [5] ความท้าทายในปัจจุบันคือการดึงศักยภาพของ AI มาใช้เพื่อความแม่นยำ ในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันไม่ให้นำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อแสวงหาผลกำไรทางการเงิน โดยเสียประโยชน์ของผู้ป่วยและบริษัทประกันภัยทั้งสองฝ่าย

แหล่งข้อมูล

  1. Insurers claim AI is already increasing healthcare costs | TechCrunch (techcrunch.com) — 2026-09-26
  2. Insurers claim AI is already increasing healthcare costs | TechCrunch (techcrunch.com) — 2026-09-26
  3. AI tools are driving up health insurance costs by nearly $1 billion, Blue Cross study finds (techstartups.com) — 2026-09-24
  4. AI Battle Between Insurers and Hospitals Jacked Up Patient Prices by Nearly $1 Billion | Common Dreams (www.commondreams.org) — 2026-09-24
  5. How AI could be driving your medical bill higher (www.the-independent.com) — 2026-09-24

คำถามที่พบบ่อย

AI ทำให้ค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐฯ สูงขึ้นเท่าไหร่และทำไม ▼
รายงานจากสมาคมบลูครอส บลูชิลด์ (BCBSA) ชี้ว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 942 ล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลาสองปี เนื่องจากโรงพยาบาลใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียกเก็บเงิน ซึ่งส่งผลให้อัตราการชดเชยจากบริษัทประกันภัยสูงขึ้นโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกันในการรักษาจริง
AI ช่วยเพิ่มยอดค่ารักษาพยาบาลได้อย่างไร ▼
เครื่องมือเช่นผู้ช่วยบันทึกเสียงอัตโนมัติ (ambient scribes) และอัลกอริทึมการเข้ารหัสอัตโนมัติ จะสแกนเวชระเบียนเพื่อระบุภาวะแทรกซ้อนหรืออาการที่อาจถูกมองข้ามในอดีต ทำให้โรงพยาบาลสามารถยื่นคำร้องเรียกเก็บเงินด้วยรหัสชดเชยที่สูงขึ้นได้
สถิติความซับซ้อนของเคสผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ▼
สัดส่วนของเคสนอนโรงพยาบาลที่จัดอยู่ในประเภท 'มีความซับซ้อนทางการแพทย์' เพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 40% ระหว่างต้นปี 2023 ถึงสิ้นปี 2025 ซึ่งนำไปสู่ต้นทุนเพิ่มเติมประมาณ 653 ล้านดอลลาร์สำหรับบริษัทบลูครอสในช่วงปี 2024-2025
ทำไมบริษัทประกันถึงมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ ▼
ลูค ชอล์กเกอร์ จาก BCBSA เรียกว่าสถานการณ์นี้เป็น 'การนองเลือดด้านเดียว' โดยบริษัทประกันต้องจ่ายชดเชยสูงขึ้นเนื่องจากช่องว่างระหว่างรหัสเรียกเก็บเงินที่ซับซ้อนกับการรักษาจริง ขณะที่โรงพยาบาลโต้แย้งว่าเพียงใช้เทคโนโลยีเพื่อสะท้อนความดูแลผู้ป่วยอย่างแม่นยำ
หมวดหมู่การรักษาใดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ▼
ในกรณีการผ่าตัดลำไส้ การเรียกเก็บรหัสสำหรับภาวะแทรกซ้อนเช่นลำไส้อุดตันบางส่วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 55 ระหว่างปี 2023 ถึง 2025 โดยเฉลี่ยแล้วโรงพยาบาลได้รับเงินเพิ่มเกือบ 12,000 ดอลลาร์ต่อกรณีจากแนวทางการเข้ารหัสที่เสริมด้วย AI